บทความ

ผลของคำวินิจฉัยและคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ

29/10/2020
369

Highlight


  • โดยหลักแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลใน “วันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย”
  • ผลของคำวินิจฉัยในแต่ละคดีอาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของคดีนั้น ๆ
  • คำวินิจฉัยเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

          คำสั่งและคำวินิจฉัยเป็นผลิตผล (product) ของการใช้อำนาจตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญ คำสั่งแรก ๆ ที่เราจะพบได้ คือ “คำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา” เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องเข้ามา ศาลรัฐธรรมนูญจะตรวจคำร้องนั้นว่าเป็นคำร้องที่สามารถรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้หรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า คำร้องนั้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย หรือเป็นคำร้องที่จัดทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ศาลก็จะมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา โดยเนื้อหาของคำสั่งที่ว่านี้จะประกอบด้วย ความเป็นมาโดยย่อของคดี เหตุผลในการมีคำสั่ง ความเห็นประกอบ ตลอดจนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง

          เมื่อศาลรัฐธรรมนูญจัดทำคำสั่งไม่รับคำร้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้คู่กรณีทราบ พร้อมทั้งปิดประกาศคำสั่งนั้นไว้ ณ ที่ทำการศาลไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยกฎหมายกำหนดให้คำสั่งไม่รับคำร้องมีผลในวันที่ศาลลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำสั่ง

          อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตรวจคำร้องแล้ว เห็นว่าเป็นกรณีที่สามารถรับไว้พิจารณาได้ ศาลก็จะมีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าวไว้และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป กล่าวคือในกรณีมีผู้ถูกร้องจะมีการส่งสำเนาคำร้องไปให้ผู้ถูกร้องทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จากนั้นศาลอาจจะเรียกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องส่งเอกสารหรือมาให้ถ้อยคำ รวมถึงเปิดโอกาสให้คู่กรณีแถลงการณ์ปิดคดี เมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีที่สามารถมีคำวินิจฉัยได้แล้ว ก็จะนัดประชุมหารือเพื่อลงมติต่อไป

          ในการทำคำวินิจฉัย องค์คณะต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 7 คน โดยตุลาการที่เป็นองค์คณะทุกคนต้องทำความเห็นส่วนตนเป็นหนังสือ พร้อมทั้งแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม จากนั้นที่ประชุมจะหารือร่วมกันแล้วจึงลงมติ ทั้งนี้ โดยหลักแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะถือตามเสียงข้างมาก เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เช่น ในคดีเกี่ยวกับการตรวจสอบเงื่อนไขการตราพระราชกำหนด มาตรา 173 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันกำหนดให้คำวินิจฉัยในกรณีนี้ ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เป็นต้น

          สำหรับเนื้อหาที่ปรากฏในคำวินิจฉัย จะประกอบด้วยข้ออ้างและคำขอที่ปรากฏในคำร้องหรือหนังสือขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย ข้อโต้แย้งในคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ประเด็นแห่งคดี สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแต่ละประเด็น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง รวมถึงผลของคำวินิจฉัย โดยตุลาการที่เป็นองค์คณะจะต้องลงลายมือชื่อในคำวินิจฉัยด้วย หากตุลาการคนใดไม่อาจลงลายมือชื่อได้เนื่องจากมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ องค์คณะจะมอบหมายให้ตุลาการคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นองค์คณะจดแจ้งเหตุดังกล่าวแล้วติดรวมไว้ในคำวินิจฉัย

          เมื่อศาลรัฐธรรมนูญจัดทำคำวินิจฉัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการอ่านผลของคำวินิจฉัย โดยหลักแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลใน “วันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย” ในกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยที่มีคู่กรณี ถ้าคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ให้ศาลบันทึกไว้และถือว่าคำวินิจฉัยได้อ่านโดยชอบแล้ว สำหรับกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคดีที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยแก่ผู้ร้อง และให้ถือว่าวันที่ศาลลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย

          อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกำหนดคำบังคับไว้ในคำวินิจฉัยนั้นได้ โดยศาลอาจกำหนดให้มีผลไปในอนาคตขณะใดขณะหนึ่งหลังวันอ่านคำวินิจฉัย หรืออาจกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับอย่างหนึ่งอย่างใดตามความจำเป็นหรือสมควรตามความเป็นธรรมแห่งกรณี และให้องค์กร หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดที่มีหน้าที่ในการบังคับ รายงานผลการปฏิบัติหรือข้อขัดแย้งในการปฏิบัติตามคำบังคับต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัยหรือภายในระยะเวลาที่กำหนด

          ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในแต่ละคดีจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของคดี เช่น ในคดีที่มีผู้ร้องว่าบุคคลใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผลของคำวินิจฉัยที่จะเกิดขึ้นตามมาหากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า มีการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจริง ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญจะกำหนดผลของคำวินิจฉัยโดย “สั่งให้บุคคลดังกล่าวเลิกการกระทำ”

          หรือในคดีเกี่ยวกับการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถกำหนดผลของคำวินิจฉัยได้ 2 ลักษณะใหญ่ ๆ กล่าวคือ กรณีที่ร่างพระราชบัญญัติตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และข้อความนั้นเป็นสาระสำคัญ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้ “ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไปทั้งฉบับ” อย่างไรก็ดี กรณีที่ร่างพระราชบัญญัติมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ข้อความนั้นไม่เป็นสาระสำคัญ ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ได้วินิจฉัยให้ร่างพระราชบัญญัติตกไปทั้งฉบับ แต่จะ “ตกไปเฉพาะข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ”

          อนึ่ง แม้ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในแต่ละคดีจะมีความแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของคดี แต่โดยทั่วไปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ อันเป็นผลของคำวินิจฉัยที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่
 
Back to top